English Thai
Untitled Document
 The rise of social media
Home >
ท่องอารยธรรมแดนดินถิ่นโสม
(  2009-05-12  )

       จริงๆ แล้วในแถบเอเชีย สำหรับตัวผมเองได้ทัวร์ไปหลายประเทศแล้ว แต่ประเทศเกาหลีนั้น ไม่ได้คาดหวังว่าจะไป เรียกได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบดินแดนโสมด้วยตัวเอง (หลังจากที่ฝากคนอื่นซื้อโสมมาให้เสมอ) การเดินทางไปเกาหลีครั้งนี้ ผมและคณะได้เดินทางไปกับทัวร์ สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปนะครับ ควรเตรียมตัวก่อนการเดินทางโดยเฉพาะตรวจเรื่องของสภาพอากาศ ช่วงเวลาที่ผมไปเป็นเดือนมีนาคม จะพบเจอกับอากาศ 0-9 องศา ดังนั้นใครที่จะเดินทางไปในช่วงนี้ต้องเตรียมเสื้อกันหนาวที่อบอุ่นพอสมควร และที่สำคัญควรแต่งกายให้สุภาพด้วยนะครับ 


        
        ผมเริ่มต้นออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค  ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสายการบินยอดเยี่ยมของเอเชีย บนเครื่องมีทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง  หลังจากทรานซิทเครื่องที่ฮ่องกง ก็ขึ้นเครื่องต่อเพื่อไปที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี

     หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว ผมก็เตรียมตัวขึ้นสู่ทางด่วนไฮเวย์ของเกาหลี เพื่อวิ่งสู่เมืองแทจอน เมืองภาคกลางของประเทศซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม.  สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก่อนจะขึ้นทางด่วนประเทศนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องการกินจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้กดน้ำอัตโนมัติมากมาย  ส่วนใหญ่เป็นพวกเครื่องดื่ม กาแฟ น้ำอัดลม  และร้านค้าขายอาหารที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบและสะอาดตาจริงๆ ครับ

       หลังจากที่ทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ระหว่างทางก่อนที่จะเดินทางเข้าไปเที่ยว “วนอุทยานจังหวัดแดดึงซาน” หรือ “ภูเขาคู่รัก” ก็ยังไม่วายเจอร้านอาหารระหว่างทาง เรียกว่าเที่ยวเมืองเกาหลีนี่ไม่ขาดของกินจริงๆ ครับ ขอเล่าถึง “ภูเขาคู่รัก” ที่มีความสูงกว่า 878 เมตร  สวยงาม เหมาะแก่การเดินชมธรรมชาติ ซึ่งที่นี่จะมีบริการนั่งกระเช้า Cable Car เพื่อขึ้นสู่ภูเขาคู่รัก ให้ชื่นชมความงามของทัศนียภาพของวนอุทยานโดยรอบแห่งนี้ ก่อนที่จะเดินข้าม “สะพานยาวสีแดง” ที่เชื่อมระหว่าง ภูเขาทั้งสองลูกที่จะมีลักษณะคล้ายกันมาก  สะพานแห่งนี้ก็เสมือนเป็นทางเชื่อมต่อความรักของภูเขาทั้งสองลูกนี่เอง ระหว่างทางที่เดินบนเขาผมก็พบกับคนแต่งตัวแปลกๆ เห็นเขาบอกว่าเป็นการแต่งกายของพระที่นี่ มายืนให้พรแก่ผู้บริจาคเงินในตู้  ผมจึงชักภาพคู่ด้วยเก็บไว้สักท่าเป็นที่ระลึก

       เช้าวันใหม่ ทริปวันนี้ผมได้ไปเมืองเคียงจู เพื่อไปเที่ยว  “ถ้ำซ็อกคูรัม”และ “วัดพูลกุกซา”  ซึ่งปี ค.ศ.1995 องค์การยูเนสโกได้จัดให้เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของโลก    “วัดพูลกุกซา”  เป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดวัดหนึ่งในประเทศเกาหลี ฝีมือสถาปนิกสมัยชิลลา  ส่วน “ถ้ำซ็อกคูรัม” มีอายุเก่าแก่ โบราณพอๆ กับวัดพูลกุกซา ศาสนวัตถุที่ตั้งอยู่ในวัดได้แก่  พระพุทธรูปขนาดใหญ่ตรงกลาง สายพระเนตรทอดสู่ป่าเขาผ่านทะเลตะวันออกไปถึงขอบฟ้า เป็นความอัจฉริยะทางสถาปัตยกรรมสมกับเป็นมรดกของโลก จากนั้นผมก็มุ่งตรงไปยังสถานีรถไฟดงแดกู เพื่อนั่งรถไฟ KTX หรือ Korea Train Express  ความเร็วสูง 300 กม.ต่อชม. ใช้เวลาเพียง 1.20 ชม.วิ่งตรงเข้าสู่กรุงโซลเพื่อพักผ่อนอีกครั้ง

       ทริปวันต่อมาของการเดินทาง เมื่อผมทานอาหารเช้าที่โรงแรมอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว ไม่รอช้าที่จะไปเยี่ยมชม “พระราชวังเคียงบกกุง” เพราะมีคนบอกไว้ว่า ถ้าไม่ได้ไปพระราชวังเคียงบกกุงเหมือนไปไม่ถึงเกาหลี  เป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด อีกทั้งยังเป็นศูนย์บัญชาการที่ประทับของกษัตริย์สมัย 600 ปีก่อน สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1394 สมัยราชวงศ์โซซอน อันเป็นราชวงศ์ที่สถาปนาขึ้นโดยกษัตริย์แทโจในจำนวนพระราชวังทั้ง 5 ที่สร้างขึ้นในราชวงศ์นี้ แต่ที่ “พระราชวังเคียงบกกุง” ที่นี่ถือได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในพระราชวังทั้งหมดเลยก็ว่าได้   ภายในบริเวณพระราชวังนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลี และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติ  จะมีการจำลองชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมของชนชาติเกาหลีในอดีต ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยราชวงศ์โชซอน  มีเครื่องใช้สอยในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ในพิธีจัดงานศพ งานศิลปะชิ้นสำคัญต่างๆ หุ่นจำลอง และประวัติศาสตร์ต่างๆ ของเกาหลี

    จากนั้นผมก็ได้เดินทางไปเยี่ยมชม ชองวาแด (Cheong Wa Dae) บ้านสีฟ้า หรือ บลูเฮ้าส์ นั่นเอง ทำเนียบของประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลี กันต่อ ก็ได้เวลาช้อปปิ้ง แน่นอนว่ามาเกาหลีก็ต้องซื้อสินค้าOTOPขึ้นชื่อที่สุดนั่นคือ โสมเกาหลี ที่ “ศูนย์โสมเกาหลี” นี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้พัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน จนสามารถส่งออกเป็นสินค้าอันดับต้นๆ ของเกาหลีเลยทีเดียว ผมเลยช้อปโสมเองกับมือมาแบบสะใจ (เพราะไม่ต้องฝากคนอื่นซื้อแล้ว) แต่แค่ซื้อเฉยๆ ก็ไม่หนำใจวัยรุ่นตอนปลายใจร้อน ผมจึงลิ้มรสไก่ตุ๋นโสม กับเพื่อนๆ กันคนละตัว ในมื้อกลางวันเพื่อให้รู้ซึ้งถึงรสชาติโสม ในดินแดนเจ้าถิ่น สร้างกำลังวังชาก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง “ศูนย์อัญมณีแอมมิทิส”  หรือ ศูนย์อัญมณีพลอยสีม่วงที่นี่เป็นโรงงานผลิตอัญมณีที่มีชื่อเสียง  ซึ่งชาวเกาหลีเชื่อกันว่าอัญมณีสีม่วงเป็นอัญมณีนำโชค ก่อนจะนั่งเรือล่องเรือชมวิถีชีวิตของผู้คนสองฝั่งของ “แม่น้ำฮันส์” พักตาสบายๆ กับธรรมชาติ

     แล้วก็ถึงเวลา ช้อปปิ้ง ย่าน “ทงแดมุน” ตลาดค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ถึงเวลาได้ละลายทรัพย์แบบเทกระเป๋า ดูๆ ไปก็เหมือนประตูน้ำ บ้านเรา ย่านนี้สาวๆ ชอบมาช้อปเสื้อผ้า โดยเฉพาะเครื่องสำอางค์แบรนด์เนมของเกาหลีที่ถูกกว่าท้องตลาด เช่น สกินฟู๊ด อีทูดี้ ฯลฯ  (โชคดีที่ได้ของตามลิสต์เครื่องสำอางที่ลูกสาวทั้งสองคนของผมสั่งซื้อไว้ครบถ้วน) ไม่เพียงแต่เสื้อผ้า และเครื่องสำอางเท่านั้น ย่านนี้ยังมียังมีเครื่องประดับ รองเท้า ตลอดจนอุปกรณ์ เครื่องใช้ในครัวเรือน อีกมากมายละลานตา มีทั้งห้างดัง ครบทุกสรรพสิ่งแบบดิวตี้ฟรี  ผมเดินช้อปจนขาลากเลยทีเดียวเชียวครับ

      จริงๆ แล้วหลังจากทริปเกาหลี ผมจะไปแวะดูแสงสีของฮ่องกงต่ออีกสองสามวัน เอาเป็นว่าผมขอพัก ทริปเกาหลีไว้แค่นี้ก่อน ตอนนี้ที่บ้านทั้งแฟน ลูกๆ และหลานๆ  ของผมคงลุ้นว่าภารกิจที่ฝากซื้อมากมายตามลิสต์นั้น จะได้ครบหรือไม่  ...ทริปคราวหน้าหากไปเที่ยวที่ไหนจะมาเล่าสู่กันฟังอีกก็แล้วกันครับ ...อันยอง ฮาเซโย
    
Photo & Text: KITTISAK J.