English Thai
Untitled Document
 The rise of social media
ร้อยแปดพันเก้าหนทางแก้วิกฤต
(  2009-03-20  )

“เจพี มอร์แกน เพิ่งปรับลดประมาณการ GDP ของไทยปี 2552 (วันที่ 30 ม.ค. 2552)
 ลงเหลือติดลบ 0.75% จากเดิมที่เคยประมาณการณ์ไว้ที่ขยายตัว 2%
เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบการรายได้การส่งออก
และการท่องเที่ยวลดลง แต่หากการส่งออกและการท่องเที่ยวฟื้นตัว
ก็ช่วยเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นได้” –  www.moneychannel.co.th

State of Problem – การกระทบกันเป็นทอดๆ

National Level

    อุตสาหกรรมการส่งออกเป็นอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ หรือแม้แต่อุตสาหกรรมเกษตรอย่างข้าว เนื่องจากประเทศคู่ค้ายักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาหรือประเทศทางยุโรปประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ จึงไม่แปลกที่พวกเขาใช้นโยบายลดค่าใช้จ่าย และสนับสนุนการออมเงิน ทำให้เงินซื้อสินค้านำเข้าลดต่ำลง รวมไปถึงผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งที่เกิดจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ทำให้ยอดส่งออกและนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด

    ดังนั้นแม้ว่าวิกฤตทางการเงิน “subprime” จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างอ้อม ๆ ที่ค่อนข้างรุนแรง เพราะเมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอการผลิตและการลงทุนในประเทศไทย ประกอบความไม่แน่นอนทางการเมืองทำให้ความไว้วางใจของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยลดลง ส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยชะลอตัวไปด้วย

    แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมกราคม 2552 จะลดลงร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากค่าน้ำมันลดลง รวมไปถึงการตั้งราคาสินค้าที่ไม่ได้บวกกำไรมากนัก ทำให้สินค้าในท้องตลาดจึงไม่ได้มีมูลค่าสูงมาก แต่ว่าก็ไม่ได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแต่อย่างไร

Community Level

    ในระดับองค์กร บริษัท ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากพิษแฮมเบอร์เกอร์ เพราะเมื่อยอดขายตก (ส่งออกไม่ได้) รายได้ลดลง จนถึงกับไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย ก็จำเป็นต้องตัดค่าใช้จ่าย ลดการผลิตลง สุดท้ายก็เกิดนโยบายลดจำนวนพนักงาน (เลย์ออฟพนักงาน โดยเฉพาะฝ่ายผลิต) รวมไปถึงการ Freeze เงินเดือน งดโบนัส นอกจากนั้นก็ไม่มีนโยบายที่จะลงทุน หรือขยายกิจการใหม่ๆ เงินหมุนเวียนในระบบก็น้อยลงจนเกือบหยุดนิ่ง ทำให้เกิดภาวะเงินฝืด

Individual Level

    หลายคนอาจคิดว่า “ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เอามาคิดทำไม เปลืองสมอง”  “จีดีพีอะไรเนี่ย ไม่รู้เรื่อง” ก็ขอให้คิดใหม่ได้แล้ว ตราบใดที่คุณยังต้องกินต้องใช้ ทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต เศรษฐกิจโลกครั้งนี้ก็คงจะส่งผลกระทบกับคุณไม่มากก็น้อย อย่างแรกก็คือเงินเดือนคุณคงไม่ได้ขึ้นง่าย ๆ โบนัสถูกตัด ค่าเอ็นเตอร์เทนไม่มี เผลอ ๆ นายจ้างเก็บของหนีโดยค้างค่าจ้างคุณหลายเดือนก็เป็นได้ หรือแย่กว่านั้นก็คือมีชื่อคุณอยู่ในลิสต์รายชื่อ “พนักงานที่ถูกเลิกจ้าง” รายได้ไม่มี หนี้ยังไม่หมด ครอบครัวก็รันทด แล้วเรื่องที่คุณคิดว่าไม่ใช่ปัญหา ก็กลายมาเป็นปัญหาจนได้ ส่วนเถ้าแก้น้อยทั้งหลาย ก็คงกุมขมับกับยอดขายที่ตกลง เมื่อผู้คนพร้อมใจกันรัดเข็มขัด จะจัดโปรโมชั่นยังไง คนก็มาแบบหรอมแหรม แถมเป็นพวกช้อปปิ้งวินโดว์หาใช่ผู้ซื้อที่แท้จริงไม่

    วิกฤตครั้งนี้ นักวิชาการหลายๆ ท่านก็คาดการณ์ว่าอาจจะยาวนาน และย่ำแย่กว่าวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อครั้งที่ประเทศไทยแพ้สงครามการเงิน แต่วิกฤตขนาดไหนก็ย่อมมีหนทางแก้ สุดแล้วแต่ว่าเราจะแก้กันถูกทาง ถูกจุดหรือไม่

Solution of Problems
   
National Level

    เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นอยู่ที่การส่งออกและการท่องเที่ยว ทำให้ทางรัฐบาลจัดทำ “วาระแห่งชาติ” แผนปฎิรูปยุทธศาสตร์ “การค้าไทยสู่การค้าโลก” โดยจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาภายในเดือนนี้ โดยแบ่งออกเป็นหลักใหญ่ ๆ ได้แก่

- การเปิดการค้าเสรีกับประเทศอาเซียน
- การพัฒนาทางด้านโลจิสติกส์(การขนส่งสินค้า) ของไทยให้ครบวงจรตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับนานาชาติ
- การจัดหมวดธุรกิจแบบเรียงหน้ากระดาน คือไม่ว่าจะเป็นตลาดอุตสาหกรรม การเกษตร หรือการบริการ โดยการหาตลาดเพื่อกระจายสินค้าและบริการที่มีมากเกินความต้องการในประเทศ พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้น

    นอกจากนโยบาย “หาเงิน” แล้วรัฐบาลยังจัดตั้งนโยบาย “ใช้เงิน” เพื่อช่วยเหลือคนในประเทศด้วย

    นโยบายช่วยเหลือของรัฐบาลเพื่อแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ก็คือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ โดยพยายามกระจายเงินให้เข้าสู่บุคคลรากหญ้าไม่ว่าจะเป็น การให้เงินแก่บุคคลที่อายุ 60 ปีขึ้นไป มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย 2,000 บาท การจัดฝึกอบรมแก่ผู้ว่างงาน การจัดสรรเงินไปตามหมู่บ้านต่างๆ หรือกระทั่งนโยบายเรียนฟรี อุปกรณ์ อีกทั้งยังแจกชุดนักเรียนฟรี หรือนโยบายการลดการเก็บเงินประกันสังคม  และให้เงินช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากเม็ดเงินจากการส่งออกจริงๆ  รวมไปถึงนโยบายที่จะลดอัตราดอกเบี้ยให้เหลือ 0% เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อหวังจะช่วยให้เกิดการกู้ยืมเงินเพื่อสร้างรายได้ หรือสร้างผลประกอบการ

    แต่นโยบายการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังทำให้เกิดคำถามคาใจกับหลาย ๆ คนรวมทั้งตัวผมว่านี่เป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลจริงๆ  หรือเปล่า หรือเป็นเพียงการใช้ “น้ำ” ดับไฟที่ปลายทางเท่านั้น เพราะถึงแม้ว่าผมอาจจะเป็นแค่คนสามัญธรรมดา ก็พอจะมองออกว่าวิธีการแก้ปัญหาครั้งนี้มันแปลกๆ (ออกตัวนะครับว่า ผมไม่ใช่ทั้งเหลืองและแดง ผมก็แค่ประชาชนคนหนึ่งที่ต้องเสียเงินภาษีให้รัฐบาลทุกปี และอยากให้เงินภาษีของผมเกิดผลจริงๆ เท่านั้นเอง)
นโยบายแจกเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลดูเหมือนว่าเป็นการแจกปลาให้คน โดยไม่สอนให้คนจับปลา – การแจกเงินอาจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แต่บางครั้งก็ทำให้พวกเขาได้แต่คอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว โดยไม่คิดจะดิ้นรนหาเงินเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ตนเอง นอกจากนั้นแล้วยังมีคำถามขึ้นว่า แล้วรัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอที่จะเลี้ยงดูพวกเขาตลอดไปหรือเปล่า

    น่าจะมีการกระจายความรู้สู่ชาวบ้าน เพื่อที่จะสร้างการผลิตแบบยั่งยืน ชาวบ้านก็คือชาวบ้าน เขาคงจะไม่สามารถมองเทรนด์ของตลาดโลกได้อย่างนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ดังนั้นแทนที่รัฐบาลจะคอยเอาเงินมาประกันราคาสินค้าที่ล้นตลาด เอางบประมาณส่วนนั้นมาควบคุมการผลิตให้เหมาะสมกับตลาดดีกว่าไหมครับ นอกจากนั้นก็เร่งพัฒนาการผลิตในประเทศให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อเราจะได้ส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพ ราคาถูกสู่ตลาดโลกได้
ผมทราบมาว่ารัฐบาลมีทุนวิจัยเยอะมาก แต่มีสักกี่งานวิจัยที่ชาวบ้านได้เอาไปใช้จริง ๆ ?

Community Level

    องค์กรแต่ละองค์กรมีธรรมชาติในการทำธุรกิจต่างกัน แต่กระนั้นก็มีหนทางในการแก้ไขปัญหาภายในที่คล้ายๆ กัน ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

หนทางแก้วิกฤตของ สตีฟ จ็อบส์

    บางคนอาจจะไม่รู้จักสตีฟ จ๊อบส์ แต่ถ้าบอกว่าเป็นคนที่ผลิตสินค้าสุดฮิตอย่าง iPod หรือ iPhone ก็คงร้องอ้อกันเป็นแถว ๆ แม้ว่าจ๊อบส์จะเป็นผู้สร้าง Apple แต่เขาก็เคยต้องออกจาก Apple ไปอยู่ช่วงหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อ Apple เกิดปัญหาจ๊อบส์ได้กลับเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอเพื่อแก้ไขปัญหา เขาได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินการของบริษัทในหลาย ๆ เรื่อง

- เปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง โดยการดึงเอาคนที่มีความสามารถอย่างลาร์รี เอลลิสัน จากบริษัท Oracle 2 เข้ามา
สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ อย่างไมโครซอฟท์โดยให้ Mac สามารถใช้โปรแกรมอย่าง Office และ Internet Explorer ของไมโครซอฟท์ได้
- เน้นจุดแข็งของบริษัท อันได้แก่แบรนด์ของ Apple
- โล๊ะทิ้งสินค้าในสายการผลิตเดียวกัน แต่ราคาถูกกว่า โดยไม่ขายระบบปฎิบัติการให้กับบริษัทอื่น
- ลดจำนวนผู้จัดหาส่วนประกอบและวัตถุดิบ
- ปลดพนักงานสายการผลิต แต่เก็บพนักงานอาจจะเป็นประโยชน์ในอนาคตเช่น คนเขียนโปรแกรม วิศวกร ผู้ออกแบบและนักการตลาด
- ลดผลิตภัณฑ์ในเหลือเพียง 4 ประเภทเท่านั้น โดยเน้นเฉพาะสิ่งที่ตนเองถนัดและมีประสบการณ์ ซึ่งกลยุทธ์นี้นอกจากจะลดต้นทุนการผลิต ยังลดต้นทุนการมีสินค้าคงคลังลงอีกด้วย
- วางตำแหน่งของสินค้าไว้ที่ตลาดบน (วางตำแหน่งให้เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า)
- จัดองค์กรให้มีลำดับขั้นน้อยที่สุดเพื่อให้สื่อสารง่ายขึ้น และตรงไปตรงมา

    ปัจจุบันสินค้าของ Apple เป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แม้ว่าราคาจะแพง ด้วยนโยบายที่มุ่งผลิตสินค้าเฉพาะอย่างให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเป็นการประหยัดเวลา พลังงาน และทรัพยากรของบริษัท อีกทั้งการวางตำแหน่งสินค้าที่ไม่ต้องมีส่วนแบ่งตลาดมาก แต่ทำกำไรได้สูง จ๊อบส์สร้างสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่ให้ลูกค้าปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี และใส่ใจกับการออกแบบ และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยใช้คอนเซปต์ความเรียบหรู ดูดี ใช้งานง่าย ในด้านบุคคลากร จ๊อบส์จ้างคนมีความสามารถ เปิดโอกาศให้พนักงานทำงานอย่างเต็มที่ และให้อิสระ นอกจากนั้นยังสร้างบรรยากศของความร่วมมือร่วมใจกัน สนับสนุนกัน สร้างโอกาศในการเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และนี่ทำให้ Pixar เป็นบริษัทสร้างภาพยนตร์ที่ยากที่จะหาใครมาแข่งขันได้

    นอกจากนั้นแนวความคิดที่จะให้พนักงานเกิดความคิดสร้างสรรค์ของจ๊อบส์ก็คือ การส่งพนักงานไปเล่นเลโก้ หรือเที่ยวตามพิพิธภัณฑ์ หรืองานแสดงสินค้า เพราะเขาเชื่อว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะพยายามสร้างนวัตกรรม เพราะแท้จริงแล้วสิ่งใหม่ ๆ มีอยู่แล้วเพียงแต่รอให้มนุษย์ไปค้นพบมันเท่านั้น

-อ้างอิงจากบทความของ พ.ญ. นภาพร ลิมป์ปิยากร ประชาชาติธุรกิจ

หนทางการแก้ไขวิกฤตของ IBM


    ทั้ง ๆ ที่ผลประกอบการของบริษัทอิเล็คทรอนิกส์หลายเจ้าออกมาย่ำแย่ แต่ว่าบริษัท IBM กลับมีผลประกอบการสูงถึง 12% โดยกลยุทธ์ที่ทาง IBM ได้นำมาใช้ได้แก่

    “การสร้างคุณค่า หาโอกาส สตาร์ททันที” ( Focus on Value, Exploit Opportunities, Act with Speed)

    การมุ่งเน้นคุณค่าทางธุรกิจ (Focus on Value) เป็นการเก็บรักษาเงินลงทุนและลดค่าใช้จ่านในส่วนที่แทบไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แล้วจัดสรรเงินทุนให้กับสิ่งที่ช่วยเพิ่มรายได้ ปรับปรุงผลกำไร และสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ

    การแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ (Exploit Opportunities) ถ้ามองให้ดีทุกวิกฤตสามารถเกิดโอกาศขึ้นได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างเสริมขีดความสามารถขององค์กร ให้เติบโตขึ้นในอนาคต

    การดำเนินการอย่างฉับไว (Act with Speed) การดำเนินการที่รวดเร็วและคล่องตัวเป็นเรื่องที่สำคัญมากในสถานการณ์แบบนี้ นอกจากนั้นแล้วยังควรมีการจัดการที่มีความยืดหยุ่น มีระบบบริหารความเสี่ยง และใช้ข้อมูลธุรกิจให้เป็นประโยชน์สูงสุด

    ไอบีเอ็มจะเลือกทำในสิ่งที่คุ้มทุนเท่านั้น โดยขจัดสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของบริษัททิ้งไป นอกจากนั้นแล้วยังสรรหาทรัพยากรบุคคลใหม่ ๆ เพื่อสร้างสายเลือดใหม่เพื่อเป็นกองกำลังสำคัญในอนาคต   

อ้างอิงจากบทความ “ยุทธการ IBM- ดิ้นพลิกโลก” กรุงเทพธุรกิจ วรนุช เจียมรจนานนท์


    จากการแก้ปัญหาของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก จุดที่คล้ายคลึงกันก็คือใส่ใจกับสินค้าให้มีเอกลักษณ์ และจุดยืนที่มั่นคง เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (ต้นทุนต่ำ คุณภาพสูง) ลดขั้นตอนที่ฟุ่มเฟือยออก เพื่อการสื่อสารที่ดี อีกทั้งพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงที่สุด

Individual Level

    “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” เหมือนเป็นค่านิยมที่สั่งสมมาจากระบบเศรษฐกิจแนวอเมริกันที่เน้นการบริโภคและใช้ทรัพยากรแบบเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งการบริโภคแบบเกินความจำเป็น (Over Consuming) ทำให้เราใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า และทำให้เกิดการเสียสมดุล

    มีผลการศึกษายืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า คนเรามีความสุขสูงสุดเมื่อมีปัจจัยเพียงพอต่อความต้องการเบื้องต้นของร่างกาย พร้อมกับปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญต่อด้านจิตใจควบคู่กันไปด้วย เช่น ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวและจิตใจที่เหมาะสม ดังนั้น ถ้าเราสามารถควบคุมการบริโภคของเราให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยลดโรคภัยที่เกิดการบริโภคเกินความจำเป็นอีกด้วย

    นอกจากจะลดการใช้จ่ายค่าครองชีพแล้ว ในการที่จะอยู่รอดได้ในวิกฤต เราเองก็ต้องพัฒนาตัวเองเพื่อให้เกิดคุณค่า และความสำคัญพอที่องค์กรจะต้องการเก็บเราไว้ ไม่ว่าเศรษฐกิจตกต่ำขนาดไหน ถ้าบริษัทยังเปิดดำเนินการอยู่ เขาก็ต้องจ้างคนทำงานอยู่ดี เนื่องจากปริมาณงานลดลง ทำให้พนักงานมีเวลาพอที่จะไปทำงานส่วนอื่น ดังนั้นพนักงานมีคุณค่าสำหรับนายจ้าง ก็คือพนักงานที่สามารถทำงานได้หลายอย่าง (Multi-purpose employee) โดยนายจ้างอาจจะให้การอบรม แต่ในกรณีที่นายจ้างไม่ได้ให้การอบรม เราก็อย่างนิ่งนอนใจที่จะเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง ขอเพียงให้เราเป็นผู้ใฝ่รู้ตลอดเวลา เงินหนึ่งร้อยบาทเท่ากัน แล้วแต่ว่าเราจะเลือกลงทุนแบบไหน กาแฟสักแก้ว เสื้อสักตัว หรือหนังสือสักเล่ม เวลาหนึ่งชั่วโมง เราเลือกที่จะไปเดินห้าง นั่งแชตกับเพื่อน หรือเปิดเน็ตหาความรู้อ่าน

    ผมคิดว่าเวลาที่เราเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤต เป็นช่วงที่ทำให้เราหันกลับมาพิจารณาตัวเอง ถึงการดำเนินงานที่ผ่านมา แล้วเร่งพัฒนาจุดแข็ง กำจัดจุดอ่อน สร้างโอกาสและความเป็นไปได้ เพื่อพร้อมที่จะก้าวต่อไปอย่างมั่งคง ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลลัพธ์ที่แสดงว่าเราได้เดินมาผิดทาง อีกทั้งเป็นการเติบโตอย่างหละหลวมและไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นความอดทน ความมีสติ จะทำให้คุณก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน