สองปีก่อนเราวางแผนที่จะไปเที่ยวไหนสักแห่งสำหรับช่วงลาพักร้อนยาวในปี 2550 เราบังเอิญเจอรูปสถานที่สุดเจ๋งจากเว็บกูเกิ้ล ดูเหมือนว่าที่แห่งนั้นเนี่ยมีภูเขาหินปูนซึ่งคล้ายๆกับภูเขาหินปูนในกุ้ยหลิน ประเทศจีนเลย แล้วเราก็เริ่มหาว่าที่ที่ว่าเนี่ยมันอยู่ตรงไหนกันแน่ อืม...คุณคงไม่เชื่อแน่ถ้าเราจะบอกว่า ที่สุดเจ๋งที่ว่านี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองไทยของเราเลย นั่นก็คือ วังเวียง ในประเทศลาว การเดินทางของเราได้อุบัติขึ้นในต้นเดือนธันวาคม ซึ่งอากาศเริ่มจะหนาวบ้างแล้ว
.jpg)
เราออกเดินทางจากเชียงใหม่ด้วยรถโดยสารประจำทางในตอนกลางคืน และถึงอุดรธานีในช่วงเช้าตรู่ อ่าวววว...เฮ๊ยยยย...นึกว่าจะได้ขึ้นรถทัวร์ต่อเข้าไปในเวียงจันทร์เลย แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดสักนิ๊ดดด...เพราะต้องต่อรถสกายแลปไปยังท่ารถอีกแห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงท่ารถ ได้ร้อง เฮ๊ยยยย!!อีกรอบ รถเที่ยวแรกได้ขับผ่านหน้าเราไปต่อหน้าต่อตาเฉยเลยนิ๊ เดินไปถามพี่คนขายตั๋ว ได้รับคำตอบว่ารถรอบต่อไปจะออกเอาเกือบๆเที่ยงโน่นแน่ะ Y_Y โอ๋ยยย...ไม่อยากจะรอเวิ่นเว้อขนาดนั้นเลย และกว่าจะไปถึงวังเวียงก็คงค่ำๆ เราจึงตัดสินใจขึ้นรถสกายแลปไปที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ประทับตราในพาสปอร์ตเรียบร้อยแล้ว^^ ก็จ้างคนแถวนั้นให้ขับไปส่งในตัวเมืองเวียงจันทร์ โฮ้ววว...กว่าจะได้เอาร่างกายเข้าไปในอ้อมอกอ้อมใจของเมืองเวียงจันทร์นี่ก็ต้องต่อรถกันหลายต่อเชียว เพราะเราต้องการทำเวลาไปให้ถึงวังเวียงเอาตอนเย็นๆ แอบอยากดูพระอาทิตย์ตกซะงั้น ในความคิดเรา เราว่าความยุ่งยากลำบากที่เราเจอนั้นหน่ะ จะนำพาเราไปสู่สถานที่สุดแสนงดงามที่รอคอยเราอยู่เบื้องหน้าอย่างแน่นอน
เราไปถึงวังเวียงค่อนข้างเย็นแล้ว ดีที่เราได้จองเกสท์เฮาส์เอาไว้ก่อนมาลาว ไม่ต้องไปเดินหาเกสท์เฮ้าส์ในขณะที่ร่างกายของเรากรอบแกรบจากการเดินทางอันแสนยาวนาน ที่พักของเราชื่อ “Le Jardin Organique” เราพักที่นี่ 3 คืน ห้องพักของเราเป็นกระท่อมเล็กๆ ริมแม่น้ำซอง มันเป็นอะไรที่ หืมมมม...บรรยายไม่ถูกเลยจริงๆและราคาก็ไม่แพงด้วยนะ เจ้าของยังใจดีอีกต่างหาก แถมยังมีร้านอาหารเป็นของตัวเองด้วย บรรยากาศในร้านอาหารพี่แกก็จะเปิดเพลงแจ๊ซคลอเคล้าไปด้วย เสิร์ฟทั้งอาหารลาว และฝรั่งเศส รสชาติถูกปากเรามากทีเดียวแหละ และเราก็ฝากท้องที่ร้านอาหารนี้ทุกเช้าตลอดระยะเวลาที่เราพักที่นี่ =D ในตอนเย็นเราก็จะไปรับประทานอาหารที่ร้านชนะชัย ซึ่งเราเรียกร้านนี้ว่า ร้านน้าหมู เพราะพนักงานเสิร์ฟท่านหนึ่งของร้าน หน้าตารูปร่างละม้ายคล้ายคลึงกับน้าหมูแห่งบางรักซอยเก้าเลย^^ พี่แกก็บริการเราดีมากๆด้วย ที่นี่บริการทั้งอาหารฝรั่ง ไทย จีน และก็ลาว ราคาไม่แพงมากนัก เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีงบประมาณไม่สูงมาก ความเด่นของร้านอาหารนี้ก็อยู่ตรงที่โต๊ะจะวางอยู่บนพื้นที่ยกสูงจากพื้น เพียงแค่ถอดรองเท้า เราก็สามารถนอนหรือนั่งแบบสบายๆได้ และเราก็ได้มาใช้บริการที่ร้านนี้ทุกๆเย็น เพราะรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านจัง ^^~
ที่วังเวียงมีกิจกรรมตื่นเต้น สนุกๆให้เราลุยกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ล่องแพ ล่องห่วงยาง พายเรือคะยัก ปีนหน้าผา ฯลฯ กิจกรรมวันแรก เราเดินเท้าเพื่อไปถ้ำน้ำ และถ้ำอื่นๆ อีกหลายถ้ำในตอนเช้า และสายๆหน่อยก็ไปพายเรือคะยักในแม่น้ำซองประมาณ 20 กิโลเมตรเห็นจะได้ ที่ถ้ำน้ำเราต้องนั่งบนห่วงยางล่องเข้าไปในถ้ำ ซึ่งเราจะเห็นการก่อตัวของหินปูนจากแสงของหลอดไฟที่คาดอยู่บนหัวเรา แต่แหม...น่าเสียดายจังเลยอ่ะ ที่เวลามีน้อยไม่งั้นคงจะมันส์กว่านี้อีก วันที่สองเราขี่มอเตอร์ไซค์ไปถ้ำจัง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเกสท์เฮาส์เรามากเท่าไหร่ แต่แหม...บันไดทางขึ้นลง ทำไมมันมีหลายขั้นจังเลยเนี่ย ให้ความรู้สึกเหมือนเดินขึ้นพระธาตุดอยสุเทพเลยอ่ะ กว่าจะขึ้นไปถึง อื้อฮือ...ลมแทบจับ เหนื่อยหอบกันไป ถ้ำจังมีหินงอกหินย้อยหลากหลายรูปแบบภายในถ้ำ บางจุด เราก็ตกอยู่ในห้วงมนต์สะกดของความงามและแปลกประหลาดจากสิ่งที่ธรรมชาติเป็นผู้รังสรรค์ขึ้น หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปยัง บลูลากูน ทางที่ไปถนนค่อนข้างขรุขระ เต็มไปด้วยดินแดง ผมเผ้าของเราได้กลายเป็นแหม่มผมแดงไปแล้ว เอิ๊กๆๆ =P ที่บลูลากูน มีต้นไม้ใหญ่ที่มีเชือกห้อยลงมาสำหรับผู้ที่ต้องการเล่นน้ำเอาไว้ห้อยโหนเหวี่ยงตัวลงไปในน้ำสีเขียวใสๆ ว้า...เสียดายจัง =( ไม่ได้ลงเล่นน้ำที่บลูลากูนเลยอ่ะ เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันไปล่องห่วงยางในแม่น้ำซอง ระยะทางประมาณ 3 หรือ 4 กิโลเมตรเนี่ยแหละ ดูไม่ไกลเท่าไหร่นัก แต่ใช้เวลานานมากตั้ง 4-5 ชั่วโมงแหนะ วิวทิวทัศน์รอบๆ ตัวสองข้างทาง เป็นอะไรที่อัศจรรย์ใจเราอย่างมาก ขณะที่เราล่องห่วงยางในแม่น้ำซองพร้อมกับการกระดกเบยลาวไปด้วย แหม!! ช่างเพลิดเพลินเจริญใจจริงๆเลย อิอิ แล้วเราก็ได้แวะพักกลางทาง โดยจุดที่เราแวะพักมีลักษณะคล้ายท่าเรือ ชาวต่างชาติบางคนดูจะชื่นชอบไปกับการกระโดดจากที่สูงทิ้งตัวลงมาในแม่น้ำ และบางคนก็เต้นรำไปพร้อมกับเสียงเพลงสไตล์ Bob Marley "Don’t worry, be happy" =D

หลังกิจกรรมต่างๆในวังเวียงเสร็จสิ้นลง ^^ ก็ได้เวลาที่เราไปตะลุยกันต่อที่เมืองหลวงพระบาง เราเดินทางจากวังเวียงไปเมืองหลวงพระบางด้วยรถตู้ ถนนหนทางที่เราผ่านนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คอยนั่งลุ้นอยู่ตลอดเวลา เพราะถนนค่อนข้างแคบมาก ข้างขวาเป็นภูเขา ข้างซ้ายเป็นเหว บรึ๋ยยย แต่ภาพสองข้างทางที่ผ่าน ก็ไม่ได้เลวร้ายไปสักทีเดียว เพราะภูเขาโตๆ สีเขียวๆ และภาพของชาวบ้าน ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน เราไปถึงเมืองหลวงพระบางในช่วงบ่ายแก่ๆ และก็เข้าที่พักที่ ทองใบเกสท์เฮาส์ จากระเบียงห้องเราสามารถมองเห็นแม่น้ำคานและแปลงผักที่อยู่อีกฟากได้
ในตอนเย็นๆ เราได้เดินตะลอนทัวร์เมืองแห่งมรดกโลกซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากองค์การยูเนสโก อย่างเมืองหลวงพระบางนี้ ตึกรามบ้านช่องที่นี่ เป็นการผสมผสามอย่างลงตัวระหว่างศิลปะของลาวและยุโรป ซึ่งตั้งตระหง่านแลดูงดงามและน่าดึงดูดใจมาก หลังจากเดินเที่ยว เราก็มุ่งหน้าไปทานอาหารที่ร้านคุ้ม อาหารที่นี่อร่อยยอดเยี่ยมสมราคา ซึ่งราคาก็ไม่แพงเว่อร์จนเกินไปนัก จบค่ำคืนนี้ด้วยสถานบันเทิงชื่อดังที่สุดในหลวงพระบาง “ดาวฟ้าบันเทิง” เราประทับใจมากเวลาที่คนลาวออกไปเต้นกลางฟลอร์ พวกเขาจะเต้นพร้อมๆกัน ด้วยท่าทางแบบเดียวกัน ซึ่งเราว่า น่ารักมากในความรู้สึกเรา วันต่อมาเราเดินออกจากที่พัก เพราะตั้งใจที่จะไปดื่มกาแฟและทานเฝอที่ร้านประชานิยม เอ๋อ..มัวแต่ถ่ายรูปตึกราม บ้านช่อง ทำให้มาไม่ทันดื่มกาแฟซะงั้น ก็เลยได้ทานแต่เฝอ ซึ่งคนขายให้ผักกินกับเฝอเยอะมาก แล้วก็เป็นผักสดๆทั้งนั้นเลย หลังจากอิ่มหนำสำราญ ก็ไปเดินเที่ยวชมวัดเชียงทอง เรารู้สึกว่าวัดนี้ใหญ่โตอลังการและสวยงามมากจริงๆ จากนั้นเราก็นั่งเรือยาวเข้าไปน้ำตกตาดกวางสีช่วงบ่าย จากนั้นก็กลับมาเดินซื้อของฝากที่ตลาดมืด และหาอะไรรับประทานที่ถนนคนเดิน
วันสุดท้ายในเมืองลาว เราไม่ได้วางแผนไปเที่ยวไหนต่อ ได้แต่เก็บของลงกระเป๋าใบใหญ่เท่านั้น จากนั้นก็มุ่งหน้าไปสนามบินหลวงพระบางเพื่อบินกลับเชียงใหม่โดยสายการบินลาว หกวันที่ผ่านมาเราได้รับประสบการณ์ที่ดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม และประเพณีของคนลาว ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมบ้านเขาเยอะแยะมากมายขนาดไหน แต่พวกเขาก็ยังคงอนุรักษ์มรดกตกทอดเพื่อให้ลูกหลานได้สืบทอดต่อไป
น่าเสียดายจริงๆเลย >.<” ที่เรามีเวลาไม่มากพอที่จะเที่ยวชมนครหลวงเวียงจันทน์ ได้แต่เฝ้ารอวันหยุดพักร้อนยาวๆอีกสักครั้ง ที่จะทำให้เราได้กลับไปเยือนเมืองแห่งวัฒนธรรมนี้ และในการเดินทางครั้งหน้า เราก็จะลงไปเที่ยวลาวใต้ อย่างเมืองปากเซ และจำปาสัก แล้วจะเลยข้ามด่านเข้าไปเที่ยวที่กัมพูชาอีกด้วย _/\_ “สะบายดี” _/\_