English Thai
Untitled Document
 The rise of social media
จังหวะของความปลอดภัย
(  2009-05-11  )

Securely Speed Pace

จังหวะของความปลอดภัย

ผมได้อ่านบทความ “Safety Through Danger?” (ความปลอดภัยจากภัยอันตราย) ของ Glenn Harlan Reynolds ในนิตยสาร Popular Mechanic ฉบับเดือนเมษายน ซึ่งบทความของเขาเขียนไว้อย่างน่าสนใจ เกลน ได้อ้างอิงถึงหนังสือขอ Tom Vanderbilt ที่สร้างสมมุติฐานว่าสาเหตุของอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันก็เนื่องจาก การสร้างถนนสี่เลน ทางด่วนที่ตัดตรง เพราะในขณะที่เขาขับรถบนทางขึ้นเขาแห่งหนึ่งในประเทศสเปน ด้วยความที่ถนนแห่งนั้นแคบ คดเคี้ยว ไม่มีราวกันอันตราย อีกทั้งเครื่องหมายบอกเส้นทางก็น้อย ทอมได้กล่าวไว้ว่า “ผมขับด้วยความรู้สึกที่ว่า พลาดไปนิดเดียวผมอาจจะตายได้”

        หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดเจน ก็คงเป็นการขับถรบนถนนเส้นแม่โจ้ หรือเส้นสันกำแพง กับถนนเส้นเชียงใหม่-ลำพูน สายต้นยาง ถ้าคนที่เคยผ่านนะครับคุณจะรู้ว่าเส้นสันกำแพงเมื่อก่อนเป็นถนนสายเดียว ภายหลังเนื่องจาก “หมู่บ้านทำร่มบ่อสร้าง” เกิดขึ้น อีกทั้งเป็นถนนที่มีรถทัวร์สำหรับสักท่องเที่ยวผ่านบ่อย ทำให้ถนนขยายจากสองเลนเป็นสี่เลน เช่นเดียวกับถนนเส้นแม่โจ้ ในขณะที่ถนนเส้นเชียงใหม่-ลำพูนสายต้นยาง ชาวบ้านต้องการอนุรักษ์ “ต้นยาง” ถึงกับเอาผ้ามาบวชให้ต้นยางเพื่อไม่ให้ถูกตัด ทำให้ผู้คนที่ขับบนเส้นนั้นต้องขับอย่างระมัดระวัง เพราะอีกด้านก็รถ อีกฝั่งก็ต้นไม้ เลือกเอาว่าอยากชนอะไร ผลปรากฎว่า ผมได้ยินข่าวอุบัติเหตุรถชน หรือแม้กระทั่งซากรถ บนถนนเส้นน้อยมาก ในขณะที่ถนนเส้นแม่โจ้ หรือเส้นสันกำแพงกลับมีข่าวอุบัติเหตุขึ้นบ่อยๆ

         การสร้างถนนกว้างๆ ให้รถสามารถวิ่งได้สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น เป็นเรื่องที่ดีก็จริงอยู่ อย่างกรุงเทพ-เชียงใหม่ ที่เคยใช้เวลานาน และหนทางค่อนข้างลำบาก ปัจจุบัน ถ้าเร่งกันจริง ๆ ก็ใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ทว่าความสะดวกสบาย ทำให้คนขับเกิดความรู้สึกประมาท อันเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ พฤติกรรมดังกล่าวเรียกว่า “Peltzman Effect” เป็นพฤติกรรมที่นายแซม เพลทซ์แมน นักเศรษฐศาสตร์ได้ตั้งขึ้น

          คงไม่เฉพาะแต่เพียงพฤติกรรมในการขับรถเท่านั้น แต่ผมว่ามันรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันของเราด้วย แม้กระทั่งขณะที่ผมพิมพ์คอลัมน์นี้อยู่ โดยใช้โปรแกรมเวิร์ดออฟฟิศ (จากเมื่อก่อนเป็นเครื่องพิมพ์ดีด) เทคโนโลยีแสนสะดวกที่นอกจากให้ผมได้ลบคำผิด แก้ไขข้อความที่ไม่ต้องการ ตัดแปะ ย้ายบรรทัดได้อย่างสะดวกแล้ว ยังช่วยแก้ไขคำผิดในเวลาที่ผมพิมพ์ผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษ ทำให้ผมรู้สึกว่าทักษะในการสะกดของผมลดลง หลายครั้งที่ผมเขียนภาษาอังกฤษ ผมกำลังนึกไม่ออกว่าผมควรจะสะกดคำนี้อย่างไร เพราะทุกครั้งที่มันขึ้นขีดสีแดง ผมเพียงแต่ไรท์คลิ๊กที่เมาท์แล้วเลือกตัวที่ถูกต้อง (โดยจำเพียงลักษณะของตัวอักษร) เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เฉพาะแต่กับคนไทยที่ภาษาอังกฤษเป็นเพียงภาษาที่สองเท่านั้นนะครับ ผมเคยคุยกับคนอังกฤษปรากฎว่าเขาก็พบปัญหาแบบเดียวกัน

           เทคโนโลยี ทำให้พวกเรากลายเป็นคนโง่หรือเปล่า ผมก็กำลังสงสัยอยู่ Famed Dutch วิศกรจราจร ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าเราปฎิบัติต่อคนอื่นราวกับเขาเป็นคนไร้สมอง เขาก็จะทำตัวแบบนั้น( When you treat people like idiots, they’ll behave like that) เทคโนโลยี ความปลอดภัย ต่างๆ สร้างขึ้นเพื่อให้มนุษย์อย่างเราได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ (ความระมัดระวัง ทักษะในการขับรถ การเขียน การคำนวณ) ซึ่งเมื่อใดที่เกิดความผิดพลาดที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้แล้ว เทคโนโลยี หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ก็จะช่วยให้ผ่อนหนักให้เป็นเบาเท่านั้นเอง

            เรากำลังเร่งสปีดชีวิตของเราให้เร็วขึ้น ราวกับว่าไม่สามารถจะสูญเสียสักวินาทีของชีวิตได้ แต่เพียงเสี้ยววินาทีของเวลาทั้งชีวิตเราอาจจะหมดลง ถ้าบนสปีดในชีวิตของเราขาดเสียซึ่งความระมัดระวัง