English Thai
Untitled Document
 The rise of social media
อ่านฉันให้ออกสิ เด็กน้อย
(  2009-03-25  )

(คำเตือน - มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วน)

       ในชีวิตประจำวัน มีเหตุผลร้อยแปด ที่ผลักให้เราทำหรือไม่ทำอะไร
จะแปลกอะไร ถ้าคนบางคน จะเข้ามาในชีวิตใครคนหนึ่ง และจากไปในวันหนึ่งโดยไร้คำอธิบาย
เช่นเดียวกับที่ ไมเคิล เบิร์ก ในวัยสิบเจ็ดเคยเผชิญ เมื่อ ฮันนา ฟราว ชมิตช์ รักแรกของเขา จู่ๆ ก็หายตัวไป ทิ้งให้เขางุนงงสงสัย และเจ็บปวดอย่างที่คนอกหักคนหนึ่งจะเจ็บปวดได้

       ฮันนา อายุมากกว่าเขาเกือบเท่า เมื่อขณะที่มีความสัมพันธ์กันอย่างลับๆ นั้น เธอคือคนควบคุมสถานการณ์เกือบจะสิ้นเชิง นอกจากความรักอันดูดดื่ม หนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าที่เธอและเขาได้อ่านร่วมกัน ไมเคิลก็แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตของฮานนาเลย แน่นอนว่า เป็นเพราะเธอไม่ต้องการให้เขารับรู้ ด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ ไม่มีกระทั่งคำลาสักคำสำหรับการจากพรากเป็นเวลาแสนนาน



ว่าแต่ว่า มันไร้คำอธิบายจริงๆหรือ ?

       หรือบางที เราอาจจะเพียงแค่ ไม่สามารถอ่านนัยยะบางอย่างที่อีกฝ่ายต้องการจะบอก เช่นเดียวกับที่อ่านหนังสือสักเล่มแล้วสามารถเข้าใจสารที่ซ่อนอยู่
      หลายปีผ่านไป เมื่อไมเคิลซึ่งที่ล้มเหลวจากชีวิตแต่งงานและพยายามขับเคี่ยวตัวเองบนเส้นทางของอาชีพ ได้พบกับฮันนาอีกครั้ง ในห้องพิจารณาคดีที่เขาร่วมสังเกตการณ์อยู่  การพิจารณาที่เธอตกเป็นจำเลยในข้อหาอุจฉกรรจ์เกี่ยวพันกับลัทธิจักรวรรดิ์ที่สาม และดูเหมือนว่า ฮันนาไม่สามารถพลิกสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือตัวเองได้เลย

      เราจะวางตัวอย่างไร กับอดีตคนรักที่เคยทำร้ายเราให้เจ็บปวด เมื่อได้พบเจอกันอีกครั้ง ? เมื่อเราคิดว่าไม่หลงเหลือความรู้สึกที่เคยมีให้กับคนนั้นแล้ว ?

       เหตุการณ์ต่อมา คือ ไมเคิลต้องต่อสู้กับความรู้สึกโกรธเกลียดในใจ เพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม และเมื่อเขารู้ว่า เธอไม่ผิด เขาต้องการที่จะยื่นมือเข้าช่วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการตัดสินใจของฮันนาเอง เธอยืนยันรับผิดเพื่อปกปิดความลับบางประการ ความลับที่อาจดูงี่เง่าในสายตาใคร แต่มันช่างอ่อนไหวต่อตัวเธอกระทั่งการจำคุกตลอดชีวิตยังมีค่าที่จะแลก
และนั่นคือ เหตุผลของการหายตัวไปของ ฮันนา ฟราว ชมิตซ์ ในคราวนั้นเช่นกัน

ในท้ายที่สุดเราก็จะรู้ว่า เบื้องหลังเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ แม้จะดูไร้เหตุผล แต่มันก็ยังมีเหตุผลอยู่ด้วยเสมอ

      ระหว่างที่เธอรับโทษ ทั้งสองคนกลับมามีความสัมพันธ์กันอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่เรื่องรักหรือหรือความสัมพันธ์อันแนบชิดอย่างก่อนเก่า ระหว่างเขาและเธอ มีเพียงการสื่อสารด้วยการอ่าน ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว ไมเคิลเลือกที่จะให้ฮานนากลายเป็นเพียงคนเคยรู้จัก เพราะเขารู้สึกปลอดภัยมากกว่าเมื่อได้กันให้เธออยู่ในที่ของเธอ อย่างที่มันควรจะเป็น
ไมเคิลอ่านหนังสือให้เธอฟังเหมือนที่เคยทำเมื่อครั้งยังหวานชื่น แต่อีกนั่นแหละ เขายังคงลืมที่จะอ่านนัยยะที่ซ่อนอยู่ในความพยายามของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บางทีนั่นอาจจะเป็นเหตุผลเดียวที่ผลักดันให้เธอทำในสิ่งที่ใครก็ไม่คาดคิด การกระทำที่ไร้เหตุผลแต่มีเหตุผลอยู่ในตัวของมันเอง

       หลายครั้งในความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน ไม่คุณหรือเขาได้แต่คาดเดาว่า “เพราะเขาต้องคิดอย่างนั้นกับฉันแน่ ๆ “ หรือ “ ฉันคิดว่าเขาคิด.....” แต่ความรักไม่ใช่เกมเดาใจ และคุณเองก็ไม่ใช่เขา ถ้าเพียงแต่ทั้งคู่เลือกที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
คนเราบางครั้งก็ “หน้าบาง” หรือ “ฟอร์มจัด” เกินกว่าที่จะเป็นฝ่ายเริ่มเปิดการสนทนา ทำให้หลายเหตุการณ์มีบทสรุปอันแสนเศร้า เพื่อเพราะ “ฉันว่าเขาต้องคิดอย่างนั้นแน่ๆ ” แต่ความรู้สึกจิตใจของมนุษย์เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาได้ การเปิดใจพูดคุยกันในปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำให้คุณเสียฟอร์ม หรือพ่ายแพ้ (เพราะเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน) แต่การแสดงถึงต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนให้มีต่อไป เพราะคนรู้ใจสักคนอาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบของ “แฟน” แต่อาจจะเป็นเพื่อนสนิทก็ได้

หวังว่าเรา (ผมกับคุณผู้อ่าน) คงจะไม่โชคร้ายแบบนั้น

The Reader เขียนโดย Bernhard Schlink แปลโดย สมชัย วิพิศมากุล สำนักพิมพ์มติชน