English Thai
Untitled Document
 The rise of social media
การเติบโตของสื่อออนไลน์
(  2009-08-21  )

       โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนเราก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแส เทคโนโลยี และภาวะแวดล้อมของเรา ซึ่งปัจจุบันเราคงไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงกระแสของธุรกิจออนไลน์ หรือสื่อออนไลน์ได้ กว่าสิบปีที่อินเทอร์เน็ตค่อยๆ เข้ามามีความสำคัญในการดำรงชีวิตของทุกคน จากความสะดวกสบาย และง่ายต่อการส่งหรือรับข้อมูลข่าวสาร ที่ทุกคนไม่ต้องคอยแต่เป็นเพียงผู้รับสารแต่ฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่สามารถเป็นผู้สร้าง หรือพัฒนาข้อมูลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ทำให้คำว่า Social Media เกิดเป็นกระแสที่ใครๆ ก็ต้องพุ่งประเด็นสนใจไปหา ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา เจ้าของกิจการ หรือแม้แต่นักการตลาดเอง




       คำจำกัดคำง่าย ๆ ของคำว่า social media ก็คือสื่อของสังคม ที่เปิดโอกาสให้ไม่ว่าใครก็สามารถนำเสนอข่าวสารและข้อมูลเพื่อเผยแพร่ให้บุคคลอื่นๆ ได้รับรู้ ซึ่งมีอยู่ในหลากหลายรูปแบบเช่น เว็บบล็อค เว็บบอร์ด YouTube, Hi5, Facebook, My Space โดยอาจจะมีทั้งการนำเอาเรื่องราวของตัวเอง หรือประสบการณ์สิ่งที่ได้พบ การสอนความรู้ต่าง ๆ หรือแม้กระทั้งเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ตัวเองมีความรู้หรือมีความถนัด และแน่นอนว่าเมื่อคนได้เจอ "คนคอเดียวกัน" ความสนุกที่ได้รู้จัก แชร์ประสบการณ์ร่วมกัน หรือได้ขยายวงเพื่อนฝูงที่ชอบเหมือนๆ กันออกไป ก็กลายเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ Social Media ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทำไมต้องสื่อออนไลน์

       คิดกันง่ายๆ ว่าเวลาเราจะตัดสินใจซื้อสินค้าสักชิ้นที่เราไม่คุ้นเคย สิ่งแรกที่คุณจะทำคืออะไร “หาข้อมูล” ใช่หรือไม่ ในยุคที่เงินทองหายาก เศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ด้วยแล้ว จะซื้อหาอะไรก็ต้องคิดแล้วคิดอีก ว่าสิ่งที่เราซื้อมันคุ้ม มันทน มันได้ใช้จริงๆ ซึ่งในปัจจุบันที่เราไม่มีเวลาพบปะสังสรรค์กันตามตลาด หรือว่าบ้านเพื่อน เราก็มักจะเข้าเน็ตเพื่อหาข้อมูลของสินค้านั้น ๆ ด้วยเหตุนี้เองทำให้มีผลการวิจัยล่าสุดออกมาว่า Social Media มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคกว่า 70% และผู้บริโภคเกือบครึ่ง ( 49%) จะตัดสินใจซื้อจากข้อมูลที่ได้จาก Social Media  นอกจากนั้นแล้วจากรายงานของ The Wave 3 Report ของ Universal MaCann ได้กล่าวอ้างว่า Social Media หรือสื่อออนไลน์เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อแบรนด์ และภาพลักษณ์ขององค์กรธุรกิจอย่างมาก  เพระผู้ใช้สื่อออนไลน์นิยมโพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และแบรนด์ผ่านบล็อก หรือในกลุ่มสังคมออนไลน์ของตน ถ้าคุณเป็นคนหัวเก่าที่คิดว่าสื่อสาธารณะอย่างโทรทัศน์หรือวิทยุสามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้มากกว่าคงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เมื่อเห็นตัวเลขยืนยันจาก ComScore ( www.comscore.com) เกี่ยวกับอันดับของ Social Media ยอดฮิตของโลก (ย้ำครับว่าต้องวัดกันในระดับโลก เพราะสื่อออกไลน์ไม่ได้จำกัดเฉพาะในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนคุณก็เพียงแค่คลิ๊กและสามารถรับข้อมูลข่าวสารได้)

1.Blogger – เป็นเว็บยอดฮิตที่มีผู้เข้าใช้กว่า 222 ล้านรายทั่วโลกในปีที่ผ่านมา
2.Facebook – 200 ล้านรายทั่วโลก (และกำลังจะสร้างกระแสในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้)
3.MySpace – 126 ล้านรายทั่วโลก
4.Wordpress – 114 ล้านราย
5.Window Live Space – 87 ล้านราย

       ผมเคยกล่าวไว้ในบทความเก่า ๆ เกี่ยวกับเรื่องเว็บ 2.0 ว่า ‘ปัจจัยพื้นฐานทางจิตใจของมนุษย์ก็คือความต้องการการยอมรับในสังคม ทำให้สัมคมออนไลน์จึงกลายเป็นสังคมที่น่าหลงใหลสำหรับใครหลาย ๆ คนที่อาจจะเสาะหาช่องทางในการแสดงความเป็นตัวเองออกมา’  แต่ใช่ว่าบุคคลแต่ละบุคคลเท่านั้น ที่ต้องการจะแสดงความเป็นตัวเองออกมา ธุรกิจ การเมือง ก็ต้องการการยอมรับจากสังคมด้วยเช่นกัน จึงไม่แปลกเลยที่ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กหลายๆ แห่งเริ่มสร้าง "ตัวตน" หรือ Identity ของตัวเองในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเพิ่มโปรไฟล์ของตัวเองด้วย Hi5 สร้างเว็บเพจ หรือบล็อคของตัวเองขึ้นมา หรือแม้กระทั่งนักการเมืองหัวใหม่หลายๆ ท่านก็สร้างบล็อค หรือเว็บเพจตัวเองขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์ข่าวสาร หรือสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป เป็นการสร้างฐานคะแนนเสียงในประชาชนยุค Generation Y.

ความเหมือนนั่นหรือคือความต่าง

       ความแตกต่างอย่างหนึ่งของ สื่อออนไลน์ (Social Media) กับสื่อทั่วไป (Industrial Media) ก็คือต้นทุนราคานั่นเอง คิดกันง่ายๆ ว่าในการโฆษณาครั้งหนึ่ง 1 นาทีกับโทรทัศน์คุณเสียเป็นแสน กับหนังสือพิมพ์หนึ่งหน้าก็เป็นแสน ซึ่งจริงอยู่ว่าปริมาณผู้รับข่าวสารในช่วงนั้นอาจจะเยอะ สามารถสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 0 - 1 ล้านคน ซึ่งเหตุการณ์นั้นก็อาจเกิดขึ้นได้กับสื่อทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน เพราะถ้าเราสามารถเข้าไปนับ static ของจำนวนผู้ที่คลิ๊กหน้าเว็บดังๆ อย่างเช่นกูเกิ้ล พันทิป หรือ hi5 ต่อวันก็เป็นจำนวนหลายแสน หลายล้าน ซึ่งจำนวนของคนเหล่านี้ทำให้นักการตลาดหลายๆ  ท่านก็ไม่อาจมองข้ามได้ ข้อแตกต่างหลัก ๆ ระหว่าง Social Media (สื่อออนไลน์) กับ Industrial Media (สื่ออุตสาหกรรม) ก็คือ:

การเข้าถึง - ถ้าจะพูดถึงการสร้างการรับรู้ให้กับคนหมู่มากแล้ว Social Media เองก็มีเทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากได้ถึงระดับโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศเท่านั้น

การเลือกหา - เรารู้กันดีกว่าสื่ออุตสาหกรรมที่เข้าถึงกลุ่มคนขนาดใหญ่นั้นมีค่อนข้างจำกัด อย่างโทรทัศน์ในประเทศไทยก็มีเพียงแค่ช่อง 3 5 7 9 ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้การโฆษณาต่อรายการหนึ่งๆ มีจำนวนเท่าไหร่ ทำให้ราคาของสื่อประเภทนี้ทะยานสูงอย่างที่เรียกว่า ไม่มีเพดานราคากันเลยทีเดียว แต่สำหรับสื่อออนไลน์ แน่นอนด้วยความอิสระของการจดโดเม็นพื้นที่ ดังนั้นการแข่งขันย่อมมีสูง ราคาก็อาจจะไม่แพงอยู่ที่ว่าเทคนิคการวิ่งเข้ากูเกิ้ลของใครจะเจ๋งกว่ากัน

การหยิบใช้ - โฆษณาปัจจุบันมีการแข่งขันค่อนข้างสูง ไม่ว่าภาพ เสียง มุข ที่จะต้องขุดแก่นของความเป็นครีเอทีฟกันออกมาเลยทีเดียว นอกจากนั้นแล้วสารพันเทคนิคก็ทุ่มลงไป เพื่อสร้างภาพสวย ภาพเด่น และสามารถดึงดูดสายตาของผู้ชมให้หันมาดู 1 นาทีของงานโฆษณา บางทีใช้เทคนิคมากกว่าภาพยนตร์หลังข่าวสักเรื่องอีก แต่สำหรับสื่ออนไลน์แล้วใครๆ ก็สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคแฟลช หรือดรีมเวฟเวอร์ แถมค่าแรงก็ต่ำกว่าไปจ้างคนทำงานสเปเชี่ยล แอฟเฟค อีกหลายเท่า

ความทันต่อเหตุการณ์
-  การโฆษณาด้วยสื่ออุตหกรรมเราจะวัดการตอบสนองของผู้บริโภคได้ค่อนข้างยาก ในขณะที่การสื่อออนไลน์กับมีการตอบสนองค่อนข้างจะทันท่วงที อาจจะเรียกได้ว่าในทันทีก็ว่าได้ แต่ปัจจุบันสื่ออุตสากรรมก็พยายามนำเอาเครื่องมือในการสื่อสารสองทางมาปรับใช้ เช่นการส่ง SMS หรือส่งข้อความ การโทรเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นต้น

ความยั่งยืน - สื่อทางอุตสาหกรรมเป็นสื่อที่ค่อนข้างจะมีหลักฐาน เพราะเมื่อหนังสือถูกพิมพ์ออกมาแล้วข้อความที่สื่อออกไป ก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในขณะที่สื่อทางโลกออนไลน์ เกิดการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขได้ตลอดเวลา ซึ่งจากตรงนี้ก็เหมือนกับดาบสองคม เพราะแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ข้อมูลที่เราได้รับมีความทันสมัย เข้ากับสถานการณ์ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลนั้นถูกต้องหรือเปล่า

คุณเลือกจะเชื่อใคร?

       ในฐานะของผู้ประกอบกิจการ หรือเจ้าของเว็บ บล็อค หรือผู้ผลิตสื่อออนไลน์ ต่างทราบดีว่าสื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีราคาประหยัด และมีประสิทธิภาพทั้งในเชิงการขาย ประชาสัมพันธ์ หรือการเผยแพร่ข่าวสาร เหมาะสมกับยุค “โดนหั่นงบ” ในปัจจุบันนี้ เพราะว่าการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย จริงอยู่เราอาจจะเห็นหลายเจ้าที่ประสบความสำเร็จในการทำการตลาดออนไลน์ แต่ก็มีอีกหลายรายที่ล้มเหลว หรือแม้กระทั่งกลายเป็นผู้ต้องหาในสังคมออนไลน์ไปเลยก็มี

       เพราะว่าเทคนิคการโฆษณาของ Social Media ก็คือการใช้คนเป็นสื่อในการทำโฆษณา หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นการพูดกันแบบปากต่อปากนั่นเอง ซึ่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือก็น่าจะเกิดจากความรู้จักในบุคคลนั้นมากน้อยแค่ไหน เหมือนกับกรณีที่เราต้องหาดารา นักกีฬา หรือคนมีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซนเตอร์ในสินค้าหนึ่งๆ แม้ว่าคนนั้นอาจจะไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเลยก็ตาม แต่ว่าด้วยชื่อเสียง หน้าตา ทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดูน่าเชื่อถือตาม ดังนั้นสมมุติว่าผมต้องการซื้อโน้ตบุ๊คสักเครื่อง ระหว่างพอลล่ากับเพื่อนซี้ที่มันเป็น Geek ผมคงเลือกที่จะเชื่อเพื่อนผมมากกว่ารอยยิ้มของพอลล่าแน่นอน

       ใช่ว่าสื่อออนไลน์นี้จะมีแต่ข้อดีเท่านั้น แอนดรูว์ คีน ได้วิพากษ์วิจารณ์สื่อออนไลน์ไว้ในหนังสือของเขา The Cult of the Amateur ( ความดิบเถื่อนของมือสมัครเล่น) ว่า ‘ในที่สุดภาวะอนาธิปไตยก็ชัดเจนขึ้นเมื่อการปกครองของหมู่ลิงในโลกอินเตอร์เน็ต เกิดขึ้นจากกฎของดาร์วิน นั่นก็คือผู้ที่รอดชีวิตก็คือผู้ตะโกนได้ดังที่สุด( เกิดการรับรู้ในหมู่คนที่มากกว่า) และมีการแสดงความคิดเห็นมากกว่า (มีผู้ตอบสนองในข้อความนั้น ๆ มากกว่า) ภายใต้กฎนี้เองการถืออำนาจทางความรู้ก็คือเสียงยืนยันจากคนหมู่มากนั่นเอง’ ถ้าจะพูดกันให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือข้อเท็จจริงในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นวัดจากจำนวนผู้ที่ยืนยันว่าจริงนั่นเอง คนร้อยคนพูดในสิ่งเดียวกัน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือ แต่สิ่งที่พวกเขาพูดอาจจะผิดก็ได้ ใช่ไหมครับ