English Thai
Untitled Document
 The rise of social media
เมื่อเงินจับต้องไม่ได้?
(  2008-12-17  )

     วิวัฒนาการของเงิน เริ่มมาจากการแลกเปลี่ยนสินค้า ผักกับเนื้อ เนื้อกับเสื้อผ้า เป็นต้น เป็นการนำสิ่งของที่เรามีไปแลกกับสิ่งขอที่เราต้องการ เป็นตัวเงินที่อยู่ในรูปที่จับต้องได้มากที่สุด หลังจากนั้น เมื่อมูลค่าสินค้าเริ่มสูง การแลกเปลี่ยนสินค้าเริ่มยุ่งยากจึงมีการสร้าง "เงิน" ขึ้นมาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ซึ่งจากอดีตจวบจนกระทั่งปัจจุบัน เงินได้เปลี่ยนรูปไปเรื่อย ๆ จาก เปลือกหอย ทอง เหรียญ กระดาษ เช็ค จนมาถึงในปัจจุบัน เงินมีค่าเพียงแค่ตัวเลขในสมุดบัญชีของเราเท่านั้น การจับต้องได้ของตัวเงินเริ่มเบาบางลง



E-money คืออนาคตของเงินจริงหรือ ?

     เนื่องจากช่วงสิบปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำรงชีวิตของเราทุกคน ทำให้เราแสวงหาความคล่องตัวในการใช้จ่ายมากขึ้น มีหลายแนว

     ความคิดที่ว่า "เงิน" กลายเป็นตัวกลางที่สร้างความยุ่งยากในการใช้จ่ายไปเสียแล้ว แทนที่จะต้องพกเงินมาก ๆ เพื่อไปจ่าย ทุกอย่างคงจะง่ายขึ้นเมื่อใช้ "บัตร" หรือ "ชิพ" เป็นตัวกลางในการใช้จ่าย จนกระทั่งมีคำว่า e-wallet เกิดขึ้น การใช้จ่ายแบบนี้เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม (เดบิตการด์) และชิพในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งในขณะนั้นการใช้จ่ายผ่านบัตรและโทรศัพท์ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของ "อนาคตของเงิน หรือ future of money" ไปเสียแล้ว

     ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่า รูปแบบ "เงินในอนาคต" เป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นเพื่อความสะดวกสบาย ง่ายต่อการใช้ แต่ยิ่ง "ง่าย" คนเรายิ่งไม่ระมัดระวังต่อการใช้เงิน ทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้เงินเกินตัวเกิดขึ้น อันจะนำไปสู่การเป็นหนี้สิน ในที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะปัจจุบันการอนุมัติเพิ่มความง่ายขึ้น ทำให้มีลูกค้าบัตรเครดิตจำนวนมากเป็นลูกค้าแบบซับไพรม์ (ลูกค้าที่เครดิตต่ำกว่ามาตรฐาน) เมื่อลูกค้าส่วนใหญ่ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ หนี้สูญเพิ่มปริมาณมากขึ้น สุดท้ายก็แผ่ขยายไปยังวงกว้าง จนกลายเป็นวิกฤตการเงินจนทุกวันนี้  ทำให้ยังสงสัยอยู่ว่า สุดท้ายแล้วรูปแบบการใช้เงินแบบนี้เหมาะสมกับเราจริงๆ หรือ? หรือเป็นเพียงแค่การปลุกปั่นให้เศรษฐกินพองตัวขึ้น

ผลพวงจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

     เรารู้ว่าสาเหตุของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์มีต้นตอมาจากหนี้เสียของการปล่อยสินเชื่อบ้านที่ปล่อยกู้แก่ผู้มีเครดิตต่ำกว่ามาตรฐาน ( subprime ก็คือการปล่อยกู้ให้กับผู้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันต่ำกว่ามูลค่าเงินกู้) เมื่อผู้กู้ไม่สามารถจ่ายเงินได้ ธนาคารก็เกิดขาดทุน เพราะสินทรัพย์ที่มีอยู่ไม่สามารถครอบคลุมกับจำนวนหนี้สูญได้ ส่วนอุตสาหกรรมที่ดินก็ตกต่ำ เมื่อธนาคารเอาสินทรัพย์ที่มีอยู่ออกมาขายทอดตลาดในราคาต่ำ เมื่อเป็นเช่นนี้ธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งสองก็มีการเลย์ออฟพนักงานออกจำนวนมาก เมื่อไม่มีงาน ก็ไม่มีรายได้ อีกทั้งธนาคารยังมีการปล่อยกู้ที่ยากขึ้น ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐโดยรวมเกิดการชะลอตัวลง ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะลดลง แต่ว่าผู้กู้เพื่อธุรกิจใหม่ๆ ไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้เงินในวงเงินบัตรเครดิต ซึ่งแทนที่จะเป็นการสร้างการใช้จ่ายที่ถูกต้อง กลับสร้างปัญหามากขึ้นอีก แน่นอนว่าเมื่อเงินฝืด พฤติกรรมการบริโภคของคนจึงลดต่ำอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกับสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างการท่องเที่ยว สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชียงใหม่ที่มีอุตหสากรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก  ย่อมถูกผลพวงจากพิษเศรษฐกิจนี้ไปด้วย

รูปแบบการใช้เงินของคุณ
     ถึงแม้ว่าว่ารูปแบบการใช้เงินในปัจจุบันถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป เนื่องจากการจับจ่ายผ่านอินเตอร์เน็ตเพื่อจำนวนขึ้น แน่นอนว่าการจ่ายผ่านเครดิตการ์ดเป็นหนทางในการจับจ่ายที่ดี แต่ว่า ความต้องการของมนุษย์เป็นสิ่งที่อ่อนไหว และยากต่อการควบคุม เมื่อสิ่งที่ควบคุมเรา ซึ่งก็คือ “จำนวนเงินในกระเป๋า” กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากแล้ว เราควรจะใช้เงินที่อยู่ในรูปแบบไหนดีที่สุด

คุณเหมาะกับการใช้เงินแบบ "เดบิต"หรือ "เครดิต" ?

การใช้เงินแบบเดบิต
คือการใช้เงินที่คุณมีอยู่ ง่ายๆ ก็คือมีเท่าไหร่ใช้เท่านั้น
ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยคิดเวลาใช้เงิน คิดอยากซื้ออะไรก็ซื้อ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ไม่ได้ทำบัญชีการใช้จ่ายแต่ละวัน รวมไปถึงเป็นคนที่มีรายได้ไม่สูงมาก ไม่ได้เกิดมามีถังเงินถังทองรองรับ การใช้เงินแบบเครดิต อาจจะทำให้คุณโดนกับดักดอกเบี้ยได้โดยไม่รู้ตัว ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่ ของแบบนี้เกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ

การใช้เงินแบบเครดิต
คือการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง
ถ้าคุณเป็นบุคคลที่คิดก่อนจ่าย มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเป็นประจำ มีขอบเขตในการใช้เงิน รวมไปถึงวางแผนการใช้เงินอย่างรอบคอบ การมีบัตรเครดิต ก็คงจะไม่สร้างปัญหาให้กับคุณมากนัก

Ref: Wiki, Times, Businessweek, CNN.Money